วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

"โหดแรกที่เกาะเรดัง" ในคืนวันที่ 21 ก.ย.51

ณ.บัดนั้น กัปตันไก่ ตะโกนเสียงดังแข่งกับเสียงลมพายุ ว่า “ไอ้หมานติดเครื่อง..ไอ้ใจถอนสมอ ออกเรือเดี๋ยวนี้โว้ย!”


คุณบันเทิง หันมาดูกัปตันไก่ด้วยความสงสัย ที่อยู่ๆก็สั่งให้ถอนสมอ ออกเรือ แต่แล้วก็รีบตาลีตาเหลือกเก็บสายเบ็ดซุกไว้ในถังใส่ปลา โดยไม่มีการม้วนแต่อย่างใด เมื่อเห็นก้อนเมฆดำทะมึนลอยใกล้เข้ามาพร้อมกับม่านฝนหนาทึบ

บังหมาน กระโดดลงห้องเครื่องด้วยความเร็วประดุจปลาสาก ติดเครื่องยนต์ครางกระหึ่มขึ้นทันที

บังใจ กระโจนไปยังหัวเรือตำแหน่งรอรับสมอ เป็นขณะเดียวกับที่กัปตันไก่ กำลังบังคับเครื่องกว้านให้กว้านสมอขึ้นมา

เสียงเครื่องยนต์ถูกเร่งเต็มที่จากคันเร่งในมือกัปตันไก่ จนเรือสะท้านไปทั้งลำ ใบจักรกินน้ำจนพุ่งกระจายขึ้นมา เพื่อดันลำเรือให้ขยับพ้นจากหน้าผา ที่อยู่ห่างจากท้ายเรือ อีกไม่เกินสิบวา

ส่วนผมทำอะไรไม่ถูก ทำได้แค่พยายามหาที่ยึดที่มั่นคงที่สุด ตามคำสั่งของกัปตันไก่ ความรู้สึกตอนนั้น เหมือนกับว่า เรือมันไม่ได้เดินหน้า แต่มันกำลังถอยหลัง กำลังถอยเข้าไปหาหน้าผาเรื่อยๆ ผมกลั้นลมหายใจ เริ่มท่องคาถาหลวงปู่ทวด “นะโม โพธิสัตโต อะคันติมายะ อิติ ภะคะวา ๆๆๆๆ”

สมอยังไม่ทันพ้นน้ำ ห่าฝนและลมพายุชุดแรกหอบเอาคลื่นลูกเท่าตึกห้าชั้น กระหน่ำเข้าใส่กราบเรือด้านขวา โครม! เรือเอียงวูบไปทางซ้าย ทุกคนเซไปตามแรงเหวี่ยงของเรือ เพราะยังไม่ทันได้ตั้งหลัก ได้ยินเสียงสิ่งของหลายอย่างตกลงบนพื้นเรือ โครม คราม เพล้ง และบางอย่างตกลงทะเล แต่ไม่มีใครสนใจ เพราะต่างคน ต่างก็พยายามช่วยเหลือตัวเอง ไม่ให้ถูกเหวี่ยงอออกจากเรือ

กัปตันไก่ เปิดฝาครอบคันเร่งออก แล้วผลักคันเร่งไปข้างหน้าอีกจนสุด กระทั่ง ก้านคันเร่งกระแทกกับร่องดักคันเร่งด้านหน้า เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มเพิ่มขึ้นอีกระดับ เกือบ 10 นาที เรือจึงค่อยๆ ขยับ ฝ่าพายุ ฟันภูเขาคลื่น ออกห่างมาจากหน้าผานั่น ทีล่ะนิด ทีล่ะนิด จนมองไม่เห็นหน้าผาด้านหลัง ที่ถูกม่านฝนบนบังมืดมิด

ผมสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความตื่นเต้น แต่ยังท่องคาถา หลวงปู่ทวดอยู่ตลอดเวลา กัปตันไก่ บังคับหัวเรือฟันคลื่น เฉียงๆ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ มุ่งหน้าเข้าหาแผ่นดินใหญ่ ขณะที่ฝน คลื่น ลม หนักขึ้นทุกที

สภาพอากาศมืดมิดด้วยม่านฝนและเวลาของกลางคืน ทุกคน เปียกโชกจากน้ำฝนและน้ำทะเลที่คลื่นซัดขึ้นมาบนดาดฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ลูกแล้ว ลูกเล่า เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง สลับกันอยู่อย่างนั้น ไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลง

ทุกคนต่างก็หามุมที่ปลอดภัยและยึดตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น เพื่อไม่ให้เรือเหวี่ยง ลงทะเล ถ้าบังเอิญว่ามีใครโชคร้ายตกลงไปในตอนนี้ แทงบัญชีหายสาบสูญได้เลย ไม่มีหนทางช่วยเหลือได้จริงๆ

ผมได้ที่นั่งพิงฝาผนังปากช่องบันไดทางลงท้องเรือ หันหน้าไปทางท้ายเรือ ซึ่งพอจะบังลม บังฝนได้บ้าง คิดจะเอาเสื้อชูชีพที่อยู่ในช่องเก็บมาใส่ แต่เมื่อสังเกตทุกคนไม่มีใครใส่ใจ ผมเลยลมเลิกความคิดนั้นเสีย ก็ให้มันรู้ไป อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด ผมคิดอย่างปลงตก

ยุทธ ตะกายขึ้นมาจากห้องครัวหน้ายู่ยี่ เนื้อตัวมอมแมม ขณะที่เสียง โพล้ง เพล้ง พล้าง โครม คราม ดังตามหลังขึ้นมาจากห้องครัวตลอดเวลา ผมแน่ใจว่า มื้อค่ำวันนี้ ทุกคนอดข้าวแหง ๆ และยังนึกไม่ออกว่าจะอยู่รอด ได้กินข้าวมื้อหน้าหรือไม่?

เรือ”สุวรรณมัจฉา”แล่นฟันคลื่นจนหัวเรือกระโจนขึ้นสูงเมื่อคลื่นหนุนเข้าทางหัว แล้วมุดหัวตักน้ำตูมเมื่อคลื่นผ่านไปหนุนทางท้ายเรือ สลับกับเอียงไปทางซ้ายวูบที ทางขวาวูบที มองออกไปรอบๆเรือทุกทิศ ทุกทาง มืดมิด ไม่เห็นแสงไฟจากเรือลำอื่นหรือจากที่ไหนๆ ประหนึ่งเหมือนมีแต่เรือเราลำเดียวอยู่ในโลก ไม่ได้ยินเสียงพูดคุยของพวกเรา ได้ยินแต่เพียงเสียงของหล่นลงพื้นเป็นระยะเสียงเครื่องยนต์ยังดังกระหึ่มสม่ำเสมอแต่หนักแน่น แข่งกับเสียงฝน เสียงพายุ เสียงคลื่น อื้ออึงที่ยังโหมกระแทกเข้ามาตลอดเวลา โดยไม่มีทีท่า ว่าจะเบาบาง

พวกเราต่อสู้ กับพายุและคลื่นอย่างทรหดมาเกือบ 2 ชั่วโมง กัปตันไก่ จึงเรียกบังหมาน ให้มาช่วยถือท้ายแทน บอกว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว แน่นอน เกือบ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา ต้องยืนหมุนพังงาเรือ เพื่อบังคับทิศทางตลอดเวลา แล้วยังจะต้องฝืนประคองตัว ต่อสู้กับแรงเหวี่ยง ของเรืออีก ถ้าไม่เหนื่อย ไม่ล้าบ้าง ก็ไม่ใช่คนแล้ว

“สุวรรณมัจฉา”สมชื่อ พาพวกเรา ต่อสู้กับคลื่นและพายุ มาเกือบเที่ยงคืน จึงได้เบาบางลง และเริ่มมองเห็น แสงไฟจากบนฝั่ง ระยิบระยับเลือนราง กัปตันไก่ มารับหน้าที่ต่อจาก คุณบันเทิงที่รับช่วงต่อจากบังหมาน เพื่อนำเรือเข้าหาฝั่งและกำหนดพิกัดหาตำแหน่งทิ้งสมอ

กระทั่ง เริ่มมองเห็น แสงไฟ จากตึกราม บ้านช่อง และแสงไฟจากรถ ที่วิ่งอยู่บนฝั่งชัดเจนขึ้น กัปตันไก่ เบาเครื่องยนต์ แล้วสั่งให้ ทิ้งสมอ ผมดูเวลา เลยเที่ยงคืนนิดหน่อย เราตะลุยฝ่าคลื่น ลม เพื่อเข้าหาฝั่ง มาร่วมๆ 7 ชั่วโมง ใช่..เจ็ดชั่วโมงที่หายใจไม่ทั่วท้อง

เสียงเครื่องยนต์ เงียบสนิท หลังจากสมอลงน้ำ 15 นาที คลื่น ลม สงบ แต่สายฝนยังโปรยปรายลงมา ทุกคนช่วยกัน สำรวจตรวจตรา ข้าวของเครื่องใช้ บนดาดฟ้า ปรากฏว่าถังน้ำมันสำรองหายไป 2 ใบ และในห้องครัวด้านล่าง จาน ชาม ช้อน หม้อ กะทะ ตะหลิว อยู่กันคนล่ะทิศ ละทาง กับข้าวมื้อค่ำเรี่ยราดอยู่บนพื้น พวกเราช่วยกันคนละไม้ คนละมือ เก็บกวาด ล้าง เช็ดถู จนทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาพเดิม จึงได้กลับขึ้นมานั่ง ชุมนุมกัน บนดาดฟ้าอีกครั้ง โดยไม่มีใครพูดถึงเรื่องกินข้าวกันเลย บ้า..ชิ๊บหาย หิวจะตายห่าอยู่แล้ว(ผมได้แค่คิดในใจ)

กัปตันไก่ บอกทุกคนว่า คืนนี้ นอนที่นี่ พรุ่งนี้ ค่อยไป สั้นๆแค่นั้น แล้วเอนหลังลงนอนบนที่นอนประจำข้างๆพังงาเรือ ซึ่งเพิ่งจะแห้งหมาดๆ ทั้งชุดที่ยังเปียกน้ำฝนและน้ำทะเลจากคลื่น แล้วจุดบุหรี่สูบปุ๋ย

ส่วนผมท่าจะให้นอนทั้งชุดเปียกๆ คงไม่ไหวแน่ จึงลงไปที่ห้องนอนท้องเรือจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เป็นกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดหลวมๆ

เมื่อขึ้นมาบนดาดฟ้าอีกครั้งเห็นทุกคนนอนกันอย่างหมดเรี่ยวแรง จึงเสือกตัวลงนอนใกล้ๆพวกนั้น แล้วก็หลับไปในเวลาไม่นาน

***หมายเหตุ...ตอนนี้ไม่มีภาพแน่นอน เพราะมีภารกิจเอาชีวิตรอด***

ไม่มีความคิดเห็น: