วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ปฐมบทแห่งการ "ลุยทะเลโหด" (กันยายน 2551)



     “คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล” คนโบราณเคยพูดไว้นานหลายศตวรรษ หรือแม้แต่ลูกทะเลแท้ๆก็ยังพูดว่า “ทะเลไม่ใช่ที่อยู่ของคน” ซึ่งหมายความว่า เป็นสถานที่ ที่ไม่น่าไว้วางใจ เป็นสถานที่ ที่ไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ได้ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และอย่างไร มันมีอันตรายทุกคืบ ทุกศอกและไม่ใช่ที่ ที่มนุษย์จะอยู่ได้จริงๆ

     ทะเลยามสงบ ประดุจสาวสวยกำลังหลับใหล สดใส งดงาม มีเสน่ห์น่าสัมผัส น่าใกล้ชิด แต่เมื่อยามใดที่เธอตื่นขึ้นมา เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าอารมณ์ของเธอจะเกรี้ยวกราด อาละวาดขึ้นมาตอนไหน?..และร้ายกาจเพียงใด?..

     ทะเล อันดามัน ก็เช่นกัน เมื่อยามหน้าไฮซีซั่น แลดูสงบ สดใส สวยงาม ใครๆก็ปราถนาจะมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต ถึงแม้จะอยู่ไกลแสนไกลหลายพันไมล์ แต่ในทางกลับกัน เมื่อโลว์ซีซั่นมาถึง ใครๆหนีห่าง ต่างไม่อยากเข้าใกล้.

     อันดามัน โลว์ซีซั่นปีนี้ก็เหมือนทุกปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยว ค่อยๆหายไป จนกระทั่ง ชำนาญ ณ อันดามัน จำต้องหยุดกิจการงานทัวร์ มานั่งๆนอนๆอยู่ที่บ้านเหมือนทุกปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้ ไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหน เพราะปัจจัยไม่อำนวย

     กระทั่งประมาณ ต้นเดือนกันยายน 2551 น้องชายผม (จริงๆ แล้ว เป็นลูกพี่ ลูกน้อง เป็นลูกของน้าสาว ที่ผมเคยอุ้มมาตั้งแต่ยังแบเบาะ) วงการ “เรือยอช์ท” ย่านฝั่งทะเล “อันดามัน” เป็นที่รู้จักกันดีใน ฉายา กัปตันไก่”.

     ไอ้เจ้ากัปตันไก่คนนี้มีอาชีพเป็น "มือปืนรับจ้าง" ครับ แต่ไม่ใช่มือปืนรับจ้างไปยิงใครที่ไหหรอก หากรับจ้างเป็นกัปตันนำเรือยอช์ท ประเภทต่างๆ จากภูเก็ต ไปส่งตามจุดหมายปลายทางต่างๆ เช่น ที่ ลังกาวี,ปีนัง,สิงค์โป มาเลเซีย,อินโดนีเซีย,เกาะสมุย,พัทยา ซึ่งแล้วแต่ ผู้ว่าจ้าง จะให้แล่นไปส่งที่ไหนหรือจากที่อื่นมาภูเก็ต จึงเรียกว่าเป็น "มือปืนรับจ้างขับเรือยอช์ท" ว่างั้นเถอะ อัตราค่าจ้าง ก็แล้วแต่ ความยากง่าย ใกล้, ไกลและเท่าที่ผมรู้เป็นตัวเลขหลายหลักครับ

     สำหรับการเดินทางแต่ล่ะครั้งเขาจะเป็นผู้จัดหา เลือกเฟ้น ลูกเรือและทีมงานด้วยตัวเอง ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่ กัปตัน คนไหนก็จะต้องจัดการสรรหา คนที่เขารู้จัก รู้ใจ มีประสบการณ์ มีฝีมือและใจถึงไปลงเรือลำเดียวกัน เพราะอยู่กลางทะเล ต้องฝากชีวิตไว้ด้วยกัน เป็นการทำงานแบบ “ทีมเวิร์ค


.
กัปตันไก่
--------------------------------
     มีอยู่วันหนึ่ง “กัปตันไก่”โทรศัพท์ มาหาผมตอนสายๆ ถามผมว่า “ช่วงนี้พี่สาม ว่างมั๊ย? ถ้าว่าง จะพาไปลงเรือแล่นจากเกาะสมุย-มาเลย์ฯ-สิงคโปร-ภูเก็ต ไปเที่ยวด้วย หาประสบการณ์ด้วย และได้ money ใช้ด้วย” ผมหูผึ่งทันทีเลยครับพี่น้อง

     รีบถามกลับไปว่า “จะไปเมื่อไหร่?”

หมายเหตุ...ชื่อเล่นของผมคือ "สาม" แต่ดันเกิดเป็นคนแรกในจำนวนพี่น้อง 6 คน

     กัปตันไก่บอกว่า “ไปปลายเดือนกันยาฯนี่แหละ ประมาณ 7-8 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ คลื่นลม จะหนักหรือเบา ”
     ผมตอบตกลงทันทีไม่มีลังเล โอกาสแบบนี้ หาง่ายๆ เสียที่ไหนล่ะครับท่าน ได้แล่นเรือท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์และที่สำคัญได้เงินใช้ด้วย
     หลังจากผมตอบตกลง กัปตันไก่จึงบอกให้ผมไปทำ SEAMAN BOOK  ให้เรียบร้อย ภายใน 2-3 วัน จะโทรมาบอกผมอีกที เมื่อมีกำหนดวันเดินทางที่แน่นอน

     ...(Seaman Book เป็น สมุดประจำตัวลูกเรือ Sailing in territorial waters ใช้ขึ้นท่าเรือสากล International port marina ต่างๆ คล้ายๆ พาสปอร์ต Passport )..

     วันรุ่งขึ้น ตอนสายๆ ผมรีบไป ที่สำนักงานเจ้าท่าภูเก็ต (Phuket Harbour Department) จัดการ ยื่นคำร้อง ขอทำหนังสือ SEAMAN BOOK พร้อมหลักฐาน รูปถ่าย สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สมุดประจำตัวทหารกองหนุน อันหลังนี้จริงๆ แล้วเขาไม่ต้องการหรอก แต่ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับผม ไม่มากก็น้อย

     ซึ่งก็จริงตามที่ผมคิด เมื่อเขาเห็นบันทึกประวัติ การเป็นทหารเรือของผมที่เคยอยู่ในสังกัดเหล่า ทหารสื่อสาร กองเรือยุทธการ เคยปฏิบัติภารกิจทางทะเลมากมายกับเรือรบหลายลำ ทั้งทางฝั่ง อ่าวไทย และ ฝั่งทะเล อันดามัน เจ้าหน้าที่ จึงไม่ต้องทดสอบ สัมภาษณ์ ผมมากมายให้เสียเวลา
     ไม่ถึงชั่วโมง ผมก็ได้ SEAMAN BOOK มาเป็นของตัวเองเรียบร้อย

      ผมโทรบอก “กัปตันไก่ ” ว่า ผมมีทุกอย่างพร้อมแล้ว มันรับรู้และบอกให้ผมรอการติดต่อกลับ ซึ่งขณะนั้น มันบอกผมว่า กำลังติดต่อ ทาบทาม หาคน ที่จะไปรวมงานเป็น (Team work sailing) ในครั้งนี้.

SEAMAN BOOK
-----------------------
      กลางเดือน กันยายน ทางฝั่ง ทะเล อันดามัน ยังมี ลม, ฝน, พายุ หนักหน่วงหนาแน่น
“กัปตันไก่” โทรบอกผมว่า จะออกเดินทางจาก ภูเก็ตวันที่ 17 กันยายน เพื่อไป เกาะสมุย และจะเริ่มแล่นเรือ จากเกาะสมุย วันที่ 18 กันยายน 2551 และคงจะกลับถึง ภูเก็ต ไม่เกิน วันที่ 25 ตุลาคม ซึ่งเป็นการแล่นเรือ ตามปกติ 8 วัน 7คืนโดยประมาณ
     ช่วงระยะเวลา 2-3 วัน ก่อนถึงวันเดินทาง ผมรู้สึกตื่นเต้นนิดๆ กับการที่จะได้ล่องทะเลเป็นระยะทางไกลๆ อีกครั้ง หลังจากที่ได้ปลดประจำการ จากกองทัพเรือมาหลายสิบปี

     ผมตระเตรึยม เสื้อ ผ้า สำหรับการอยู่ในเรือ ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น และที่ขาดไม่ได้ คือ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด หลังเตารีด ปี 05 ซึ่งการใช้ชีวิตตามปกติ ผมจะไม่นิมนต์ท่าน แต่การเดินทางครั้งนี้ ผมอาราธนานิมนต์ท่าน ล่วงหน้าเลยทีเดียว
     วันที่ 17 กันยายน 54 ผมและ"กัปตันไก่ ขึ้นรถบัสของ "บริษัทพันทิพย์" (โดยซื้อตั๋วรวมค่าเรือเฟอรี่ ดอนสัก-สมุย รวมในใบเดียวกัน) ที่สถานีขนส่งภูเก็ต รถออกเวลา 07.00 เช้ามืด มุ่งหน้าไป อำเภอดอนสัก จังหวัด สุราษฎร์ธานี ถึง ท่าเรือเฟอรี่(Donsak Ferry Harbour) ประมาณเที่ยง เราลงเรือ Ferry เดินทางจากท่าเรือ ดอนสัก ไปท่าเรือเกาะสมุย ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ที่มีผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นฝรั่งนักท่องเที่ยว



เรือเฟอรี่ ดอนสัก-เกาะสมุย

     เมื่อเรา มาถึง ท่าเรือเกาะสมุย Samui Pier ได้พบกับทีมลูกเรืออีก 4 คน ซึ่งมาถึงก่อนหน้ารออยู่แล้ว แต่ล่ะคนยังหนุ่มแน่น รูปร่าง กำยำล่ำสัน เหมาะกับงานนี้จริงๆ พวกนั้นมากับ Ferry ก่อนหน้าเรา หนึ่งเที่ยว พวกเขาทักทาย "กัปตันไก่"อย่างคนคุ้นเคย แต่มองผมอย่างสงสัยและคงคิดว่า หมอนี่ เป็นใคร? มาจากไหน? และมาทำอะไร?..

     "กัปตันไก่" จึงแนะนำบอกชื่อเสียง เรียงนามของผมกับพวกนั้น และตบท้ายว่าผมเป็นพี่ชาย พาไปเที่ยวด้วย ไม่ต้องห่วง เป็นงานและใจถึง นั่นแหละ พวกเขาจึงมีท่าทาง คลายใจ เข้ามาทักทาย แนะนำตัว พูดคุยทำความรู้จักกัน  หลังจากนั้นไม่นาน พวกเราทั้งหมดก็นั่งรถกะบะที่มีคนมารับ จาก Ferry Pier ไปยังท่าเรือ เพ็ชรรัตน์  อยู่ที่ ตำบลบ่อผุด ทางด้านทิศเหนือของเกาะสมุย อันเป็นท่าจอด เรือยอช์ท(จั้งค์) ลำที่จะพาผมไป "ลุยทะเลโหด" ในคราวนี้

     เมื่อเรามาถึงที่ท่าเรือ ผมสังเกตุเห็นทีมลูกเรือชุดเก่ากำลังวุ่นวาย ขนย้ายเสบียง อาหาร ต่างๆลงเรือกันอยู่ พร้อมทั้งน้ำจืดและน้ำมัน ดีเซล สำรอง อันนี้สำคัญมาก ผมมารู้ทีหลังว่า Yacht ลำนี้ นอกจากใช้ใบแล่น ยังแล่นด้วยเครื่องยนต์ดีเซลได้ด้วย แต่ใช้ความเร็วได้เพียง 5 น๊อต เท่านั้น

     สำหรับทีมลูกเรือชุดเก่าทีมนี้เป็นพนักงานในสังกัดของบริษัทที่ทำงานประจำกับเรือและจะกลับ ภูเก็ต โดยทางรถยนต์ ในวันรุ่งขึ้น

     ***ผมมารู้ทีหลังว่า พนักงานประจำเรือชุดนี้ไม่สามารถพาเรือกลับผ่านทางสิงคโปร์และช่องแคบมะละกาได้ เนื่องจากมีขีดจำกัดหลายประการ***
     สำหรับ พวกเรา 6 ชีวิต ย่ำค่ำวันนั้น ลงมือตั้งวง สังสรรค์ พูดคุย ทำความรู้จักกัน (เฉพาะผมเท่านั้น คนอื่นๆ เขาสนิทกันมาก่อนแล้ว) และวางแผนการเดินทางกันจนหมดเหล้า ไป 3 ขวดใหญ่ จึงได้แยกย้ายกันเข้านอน พักผ่อนในเรือ เพื่อรอวันรุ่งขึ้น ซึ่งยังจะต้องจัดเตรียม อะไรอีกมาก กับการ “ ลุยทะเลโหด ” ท่ามกลาง มรสุมตะวันออก ที่ยังไม่หมดและ มรสุมตะวันตก ที่ยังหนักหน่วงรุนแรง ซึ่งยังไม่รู้ว่า ทีมเดนตายทั้ง 6 ชีวิตนี้ จะได้พบ ได้เจอกับอะไรบ้าง จะไปถึงจุดหมายปลายทางตามกำหนดเวลาหรือไม่? หรือ อาจจะไปไม่ถึง.!? ใครจะรู้ได้ !?..

  ...โปรดติดตาม ตอนต่อไป...
      ชำนาญ ณ.อันดามัน

--------------------------------------------------------