วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ปฐมบทแห่งการ "ลุยทะเลโหด" (กันยายน 2551)



     “คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล” คนโบราณเคยพูดไว้นานหลายศตวรรษ หรือแม้แต่ลูกทะเลแท้ๆก็ยังพูดว่า “ทะเลไม่ใช่ที่อยู่ของคน” ซึ่งหมายความว่า เป็นสถานที่ ที่ไม่น่าไว้วางใจ เป็นสถานที่ ที่ไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ได้ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และอย่างไร มันมีอันตรายทุกคืบ ทุกศอกและไม่ใช่ที่ ที่มนุษย์จะอยู่ได้จริงๆ

     ทะเลยามสงบ ประดุจสาวสวยกำลังหลับใหล สดใส งดงาม มีเสน่ห์น่าสัมผัส น่าใกล้ชิด แต่เมื่อยามใดที่เธอตื่นขึ้นมา เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าอารมณ์ของเธอจะเกรี้ยวกราด อาละวาดขึ้นมาตอนไหน?..และร้ายกาจเพียงใด?..

     ทะเล อันดามัน ก็เช่นกัน เมื่อยามหน้าไฮซีซั่น แลดูสงบ สดใส สวยงาม ใครๆก็ปราถนาจะมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต ถึงแม้จะอยู่ไกลแสนไกลหลายพันไมล์ แต่ในทางกลับกัน เมื่อโลว์ซีซั่นมาถึง ใครๆหนีห่าง ต่างไม่อยากเข้าใกล้.

     อันดามัน โลว์ซีซั่นปีนี้ก็เหมือนทุกปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยว ค่อยๆหายไป จนกระทั่ง ชำนาญ ณ อันดามัน จำต้องหยุดกิจการงานทัวร์ มานั่งๆนอนๆอยู่ที่บ้านเหมือนทุกปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้ ไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหน เพราะปัจจัยไม่อำนวย

     กระทั่งประมาณ ต้นเดือนกันยายน 2551 น้องชายผม (จริงๆ แล้ว เป็นลูกพี่ ลูกน้อง เป็นลูกของน้าสาว ที่ผมเคยอุ้มมาตั้งแต่ยังแบเบาะ) วงการ “เรือยอช์ท” ย่านฝั่งทะเล “อันดามัน” เป็นที่รู้จักกันดีใน ฉายา “กัปตันไก่”.

     ไอ้เจ้ากัปตันไก่คนนี้มีอาชีพเป็น "มือปืนรับจ้าง" ครับ แต่ไม่ใช่มือปืนรับจ้างไปยิงใครที่ไหหรอก หากรับจ้างเป็นกัปตันนำเรือยอช์ท ประเภทต่างๆ จากภูเก็ต ไปส่งตามจุดหมายปลายทางต่างๆ เช่น ที่ ลังกาวี,ปีนัง,สิงค์โป มาเลเซีย,อินโดนีเซีย,เกาะสมุย,พัทยา ซึ่งแล้วแต่ ผู้ว่าจ้าง จะให้แล่นไปส่งที่ไหนหรือจากที่อื่นมาภูเก็ต จึงเรียกว่าเป็น "มือปืนรับจ้างขับเรือยอช์ท" ว่างั้นเถอะ อัตราค่าจ้าง ก็แล้วแต่ ความยากง่าย ใกล้, ไกลและเท่าที่ผมรู้เป็นตัวเลขหลายหลักครับ

     สำหรับการเดินทางแต่ล่ะครั้งเขาจะเป็นผู้จัดหา เลือกเฟ้น ลูกเรือและทีมงานด้วยตัวเอง ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่ กัปตัน คนไหนก็จะต้องจัดการสรรหา คนที่เขารู้จัก รู้ใจ มีประสบการณ์ มีฝีมือและใจถึงไปลงเรือลำเดียวกัน เพราะอยู่กลางทะเล ต้องฝากชีวิตไว้ด้วยกัน เป็นการทำงานแบบ “ทีมเวิร์ค”


.
กัปตันไก่
--------------------------------
     มีอยู่วันหนึ่ง “กัปตันไก่”โทรศัพท์ มาหาผมตอนสายๆ ถามผมว่า “ช่วงนี้พี่สาม ว่างมั๊ย? ถ้าว่าง จะพาไปลงเรือแล่นจากเกาะสมุย-มาเลย์ฯ-สิงคโปร-ภูเก็ต ไปเที่ยวด้วย หาประสบการณ์ด้วย และได้ money ใช้ด้วย” ผมหูผึ่งทันทีเลยครับพี่น้อง

     รีบถามกลับไปว่า “จะไปเมื่อไหร่?”

หมายเหตุ...ชื่อเล่นของผมคือ "สาม" แต่ดันเกิดเป็นคนแรกในจำนวนพี่น้อง 6 คน

     กัปตันไก่บอกว่า “ไปปลายเดือนกันยาฯนี่แหละ ประมาณ 7-8 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ คลื่นลม จะหนักหรือเบา ”
     ผมตอบตกลงทันทีไม่มีลังเล โอกาสแบบนี้ หาง่ายๆ เสียที่ไหนล่ะครับท่าน ได้แล่นเรือท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์และที่สำคัญได้เงินใช้ด้วย
     หลังจากผมตอบตกลง กัปตันไก่จึงบอกให้ผมไปทำ SEAMAN BOOK  ให้เรียบร้อย ภายใน 2-3 วัน จะโทรมาบอกผมอีกที เมื่อมีกำหนดวันเดินทางที่แน่นอน

     ...(Seaman Book เป็น สมุดประจำตัวลูกเรือ Sailing in territorial waters ใช้ขึ้นท่าเรือสากล International port marina ต่างๆ คล้ายๆ พาสปอร์ต Passport )..

     วันรุ่งขึ้น ตอนสายๆ ผมรีบไป ที่สำนักงานเจ้าท่าภูเก็ต (Phuket Harbour Department) จัดการ ยื่นคำร้อง ขอทำหนังสือ SEAMAN BOOK พร้อมหลักฐาน รูปถ่าย สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สมุดประจำตัวทหารกองหนุน อันหลังนี้จริงๆ แล้วเขาไม่ต้องการหรอก แต่ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับผม ไม่มากก็น้อย

     ซึ่งก็จริงตามที่ผมคิด เมื่อเขาเห็นบันทึกประวัติ การเป็นทหารเรือของผมที่เคยอยู่ในสังกัดเหล่า ทหารสื่อสาร กองเรือยุทธการ เคยปฏิบัติภารกิจทางทะเลมากมายกับเรือรบหลายลำ ทั้งทางฝั่ง อ่าวไทย และ ฝั่งทะเล อันดามัน เจ้าหน้าที่ จึงไม่ต้องทดสอบ สัมภาษณ์ ผมมากมายให้เสียเวลา
     ไม่ถึงชั่วโมง ผมก็ได้ SEAMAN BOOK มาเป็นของตัวเองเรียบร้อย

      ผมโทรบอก “กัปตันไก่ ” ว่า ผมมีทุกอย่างพร้อมแล้ว มันรับรู้และบอกให้ผมรอการติดต่อกลับ ซึ่งขณะนั้น มันบอกผมว่า กำลังติดต่อ ทาบทาม หาคน ที่จะไปรวมงานเป็น (Team work sailing) ในครั้งนี้.

SEAMAN BOOK
-----------------------
      กลางเดือน กันยายน ทางฝั่ง ทะเล อันดามัน ยังมี ลม, ฝน, พายุ หนักหน่วงหนาแน่น
“กัปตันไก่” โทรบอกผมว่า จะออกเดินทางจาก ภูเก็ตวันที่ 17 กันยายน เพื่อไป เกาะสมุย และจะเริ่มแล่นเรือ จากเกาะสมุย วันที่ 18 กันยายน 2551 และคงจะกลับถึง ภูเก็ต ไม่เกิน วันที่ 25 ตุลาคม ซึ่งเป็นการแล่นเรือ ตามปกติ 8 วัน 7คืนโดยประมาณ
     ช่วงระยะเวลา 2-3 วัน ก่อนถึงวันเดินทาง ผมรู้สึกตื่นเต้นนิดๆ กับการที่จะได้ล่องทะเลเป็นระยะทางไกลๆ อีกครั้ง หลังจากที่ได้ปลดประจำการ จากกองทัพเรือมาหลายสิบปี

     ผมตระเตรึยม เสื้อ ผ้า สำหรับการอยู่ในเรือ ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น และที่ขาดไม่ได้ คือ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด หลังเตารีด ปี 05 ซึ่งการใช้ชีวิตตามปกติ ผมจะไม่นิมนต์ท่าน แต่การเดินทางครั้งนี้ ผมอาราธนานิมนต์ท่าน ล่วงหน้าเลยทีเดียว
     วันที่ 17 กันยายน 54 ผมและ"กัปตันไก่ ขึ้นรถบัสของ "บริษัทพันทิพย์" (โดยซื้อตั๋วรวมค่าเรือเฟอรี่ ดอนสัก-สมุย รวมในใบเดียวกัน) ที่สถานีขนส่งภูเก็ต รถออกเวลา 07.00 เช้ามืด มุ่งหน้าไป อำเภอดอนสัก จังหวัด สุราษฎร์ธานี ถึง ท่าเรือเฟอรี่(Donsak Ferry Harbour) ประมาณเที่ยง เราลงเรือ Ferry เดินทางจากท่าเรือ ดอนสัก ไปท่าเรือเกาะสมุย ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ที่มีผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นฝรั่งนักท่องเที่ยว



เรือเฟอรี่ ดอนสัก-เกาะสมุย

     เมื่อเรา มาถึง ท่าเรือเกาะสมุย Samui Pier ได้พบกับทีมลูกเรืออีก 4 คน ซึ่งมาถึงก่อนหน้ารออยู่แล้ว แต่ล่ะคนยังหนุ่มแน่น รูปร่าง กำยำล่ำสัน เหมาะกับงานนี้จริงๆ พวกนั้นมากับ Ferry ก่อนหน้าเรา หนึ่งเที่ยว พวกเขาทักทาย "กัปตันไก่"อย่างคนคุ้นเคย แต่มองผมอย่างสงสัยและคงคิดว่า หมอนี่ เป็นใคร? มาจากไหน? และมาทำอะไร?..

     "กัปตันไก่" จึงแนะนำบอกชื่อเสียง เรียงนามของผมกับพวกนั้น และตบท้ายว่าผมเป็นพี่ชาย พาไปเที่ยวด้วย ไม่ต้องห่วง เป็นงานและใจถึง นั่นแหละ พวกเขาจึงมีท่าทาง คลายใจ เข้ามาทักทาย แนะนำตัว พูดคุยทำความรู้จักกัน  หลังจากนั้นไม่นาน พวกเราทั้งหมดก็นั่งรถกะบะที่มีคนมารับ จาก Ferry Pier ไปยังท่าเรือ เพ็ชรรัตน์  อยู่ที่ ตำบลบ่อผุด ทางด้านทิศเหนือของเกาะสมุย อันเป็นท่าจอด เรือยอช์ท(จั้งค์) ลำที่จะพาผมไป "ลุยทะเลโหด" ในคราวนี้

     เมื่อเรามาถึงที่ท่าเรือ ผมสังเกตุเห็นทีมลูกเรือชุดเก่ากำลังวุ่นวาย ขนย้ายเสบียง อาหาร ต่างๆลงเรือกันอยู่ พร้อมทั้งน้ำจืดและน้ำมัน ดีเซล สำรอง อันนี้สำคัญมาก ผมมารู้ทีหลังว่า Yacht ลำนี้ นอกจากใช้ใบแล่น ยังแล่นด้วยเครื่องยนต์ดีเซลได้ด้วย แต่ใช้ความเร็วได้เพียง 5 น๊อต เท่านั้น

     สำหรับทีมลูกเรือชุดเก่าทีมนี้เป็นพนักงานในสังกัดของบริษัทที่ทำงานประจำกับเรือและจะกลับ ภูเก็ต โดยทางรถยนต์ ในวันรุ่งขึ้น

     ***ผมมารู้ทีหลังว่า พนักงานประจำเรือชุดนี้ไม่สามารถพาเรือกลับผ่านทางสิงคโปร์และช่องแคบมะละกาได้ เนื่องจากมีขีดจำกัดหลายประการ***
     สำหรับ พวกเรา 6 ชีวิต ย่ำค่ำวันนั้น ลงมือตั้งวง สังสรรค์ พูดคุย ทำความรู้จักกัน (เฉพาะผมเท่านั้น คนอื่นๆ เขาสนิทกันมาก่อนแล้ว) และวางแผนการเดินทางกันจนหมดเหล้า ไป 3 ขวดใหญ่ จึงได้แยกย้ายกันเข้านอน พักผ่อนในเรือ เพื่อรอวันรุ่งขึ้น ซึ่งยังจะต้องจัดเตรียม อะไรอีกมาก กับการ “ ลุยทะเลโหด ” ท่ามกลาง มรสุมตะวันออก ที่ยังไม่หมดและ มรสุมตะวันตก ที่ยังหนักหน่วงรุนแรง ซึ่งยังไม่รู้ว่า ทีมเดนตายทั้ง 6 ชีวิตนี้ จะได้พบ ได้เจอกับอะไรบ้าง จะไปถึงจุดหมายปลายทางตามกำหนดเวลาหรือไม่? หรือ อาจจะไปไม่ถึง.!? ใครจะรู้ได้ !?..

  ...โปรดติดตาม ตอนต่อไป...
      ชำนาญ ณ.อันดามัน

--------------------------------------------------------

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2567

วันแรกของการ "ลุยทะเลโหด" สมุย-สงขลา(18 ก.ย.51)



"เรือสุวรรณมัจฉา" ที่จะพาพวกเรา ล่อง แล่น ลุย "ทะเลโหด"


   วันที่18 กันยายน 2551 พวกเรา ทั้ง 6 คน ตื่น กันตั้งแต่เช้ามืด อากาศสดใส ดีมาก ทำให้ทุกคนสดชื่น กระปรี้ กระเปร่า ไม่มีใครมีอาการแฮ้งค์ จากการจัดหนักเมื่อคืน เป็นธรรมดาของลูกทะเล ทุกคนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ยกเว้น ผู้เขียน อายุเกินครึ่งศตวรรษ 
(ซึ่งใครๆก็ต้องเรียก พี่สาม ฮ้า..ฮ้า)

ผู้เขียน ดูจะกลมกลืนจนแยกไม่ออกว่า ไทย หรือ โจรสลัด
หน้าตา ของ "พี่สาม" และ ทีมเดนตาย ที่เหมือนโจรสลัด ช่องแคบ มะละกา ไม่มีผิด
ภาพนี้ถ่ายที่ เกาะเล็กๆ เขตรัฐตรังกานู มาเลย์เซีย ตอนเย็นวันที่ 4 ของการเดินทาง
------------------------------

จากการ ได้สังสรรค์ เสวนากันเมื่อคืนที่ผ่านมา ผมพอจะสรุปได้คร่าวๆ ว่าใคร? ทำหน้าที่อะไรกันบ้าง? ขอแนะนำกันพอเป็นสังเขป น่ะครับ.



ทีมงาน "ลุยทะเลโหด"

กัปตันไก่ กับมาดกวนๆ

1. กัปตันไก่ ทำหน้าที่ กำหนดแผนการเดินเรือ เส้นทางเดินเรือ นำเรือออกจากท่า และ เทียบท่า

2. คุณบันเทิง ทำหน้าที่ เป็นต้นเรือ รับผิดชอบอุปกรณ์การใช้งานภายในเรือ

3. บังหมาน ทำหน้าที่ ช่างเครื่อง ที่ 1

4. ยุทธ ทำหน้าที่ ทั่วไปและช่างเครื่อง ที่ 2

5. บังใจ ทำหน้าที่ทั่วไป

6. ชำนาญ ณ.อันดามัน (พี่สาม)ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ฮ้า...

----------------------------------------
กฎ กติกา มารยาท ขณะอยู่บนเรือ

• ทุกคนทำหน้าที่ ถือท้ายเรือ ผลัดล่ะ 2 ชั่วโมง ผมเองก็ไม่ยกเว้น (เอาล่ะว่ะ ได้ชนกับเครื่องบิน วินาศสันตะโรมั่งหล่ะ เที่ยวนี้)

• กุ๊ก ทำอาหาร ใครก็ได้ ไม่เกี่ยง

• กรณี มีเหตุฉุกเฉิน เช่นเรือโดนพายุ คลื่นลมแรง ทุกคน ต้องทำหน้าที่ช่วยเหลือกันทุกตำแหน่ง
และห้ามกลัว (ข้อนี้ผมตั้งเอง ใช้ส่วนตัว อิ อิ..)

...แนะนำ กันเสร็จสรรพ พร้อมกฎ กติกา มารยาท (ซึ่งยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย จะเล่าเป็นระยะๆ) ดำเนินเดินเรื่องกันต่อไป
------------------------------------

ดำเนินเรื่องต่อไป

           หลังจากล้างหน้า ล้างตา กินกาแฟ และวางแผน กันว่าให้ กัปตันไก่, บังใจและผม(ผู้เขียน) ไปหาซื้อเบ็ดตกปลา และ เหยื่อปลอม ในตลาดเกาะสมุย (คันเบ็ด,เบ็ดและสายเบ็ดมีอยู่แล้ว) ถามว่า ทำไมผมจะต้องไปด้วย ? เพราะผมต้องขับรถ ที่จะเช่าเอาบนฝั่ง ตรงทางเข้าท่าจอดเรือนั่นแหละ (คนอื่นไม่มีใบขับขี่เพื่อเช่ารถ) ส่วน บังหมาน กับ คุณบันเทิง ไปหาซื้อ เสบียง อาหาร ของใช้จำเป็นเพิ่มเติม และที่ขาดไม่ได้คือ วิสกี้กับโซดา(คอทองแดงทั้งนั้น) ส่วน ยุทธ รับหน้าที่ทำอาหารไว้รอพวกเรากลับมากินพร้อมกัน

      กระทั่งเกือบเที่ยงทุกคนก็กลับมาถึงเรือพร้อมกับของที่ต้องการครบถ้วน จึงได้ร่วมวงกินข้าวเช้า พร้อมๆไปกับการพูดคุย วางแผนการออกเดินทางของวันแรกนี้ 4 คน (ยกเว้นผมเพราะไม่รู้เรื่อง ฮิ.ฮิ.)

ทุกคนลงความเห็นว่า กินข้าวเสร็จก็ออกเรือได้ทันที(ประชาธิปไตยนิดหน่อย) แต่ กับตันไก่บอกว่า น่าจะได้ออกเดินทางช่วงบ่ายๆ เพราะต้องรอการโอนเงินค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จากผู้ว่าจ้างต้นทางภูเก็ต(อันนี้เผด็จการชัดๆ)

                     เป็นอันว่ากินข้าวเสร็จ ทุกคนเอกเขนกอยู่ในเรือเพื่อรอเวลา ด้วยอาการปกติของพวกเขา ส่วนผมมีอาการตื่นเต้นเล็กน้อยถึงปานกลาง มากไม่ได้กลัวเสียฟอร์ม ฮ้า.

          บ่ายสองโมงเศษ กัปตันไก่ โทรสอบถามทางภูเก็ต เรื่องเงินค่าน้ำมัน ปรากฏว่ายังไม่ได้โอน เพราะมีเหตุขัดข้องทางเทคนิคบางประการ กัปตันไก่จึงแจ้งให้ทุกคนรับรู้และเปลี่ยนแผน ไปรับโอนที่จังหวัดสงขลาในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับบอกทุกคนให้เตรียมตัวออกเรือ

-----------------------------------

บ่าย 3 โมงตรง วันที่ 18 กันยาน 2551

       ฤกษ์งาม ยามดี เรือสุวรรณมัจฉา ก็หลุดจากพันธนาการของเชือกเส้นสุดท้ายที่ผูกอยู่ตำแหน่งหัวเรือ เดินเครื่องเบาๆ นำ 6 ชีวิตแล่นออกจากท่าเรือ เพ็ชรรัตน์ ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างอ้อยสร้อย เอื่อยเฉื่อย เหมือนอาลัยอาวรณ์และไม่อยากออกไปผจญกับความร้ายกาจที่รออยู่ข้างหน้า หลังจากมาตรากตรำรับใช้นักท่องเที่ยวอยู่ที่นี่ หกเดือนเต็ม **เป็นการเริ่มต้น “ลุยทะเลโหด” ณ บัดนั้น.

ท่าเรือเพชรรัตน์ เมื่อบ่ายวันที่ 18 กันยายน 2551 อากาศสดใส ทัศนวิสัยงดงาม

ท่าเรือเพ็ชรัตน์ อ่าวบ่อผุดอยู่ทางด้านทิศเหนือของ เกาะสมุย 
(ดูแผนที่ประกอบ) กัปตันไก่ พล็อตเข็มมุ่งหน้าขึ้นเหนือก่อนเป็นพล็อตแรก

แผนที่เกาะสมุย

ด้านหลังของพระใหญ่ ที่อ่าวบ่อผุด เมื่อมองจากทะเล



อ่าวบ่อผุด เต็มไปด้วยโรงแรม รีสอร์ทหรูหรามากมาย

        เมื่อเรือแล่นออกจากท่า มาได้ประมาณ 1 ชั่วโมง กำลังจะผ่านพระใหญ่ มีเสียงหวีดดดด..ยาว คล้ายๆ สัญญาณเตือนภัย มาจากส่วนหนึ่งส่วนใดของเรือ(ซึ่งผมไม่รู้) กัปตันไก่ ลดความเร็ว ปลดเกียร์ ปล่อยให้เรือแล่นไปด้วยแรงเฉื่อย จากนั้นหันไปถาม บังหมาน(ช่างเครื่อง) ว่า “เกิดอะไรขึ้น ?”

           บังหมาน ตอบกลับมา แบบหน้ายิ้มๆ (ตามบุคลิก)ว่า “ยังไม่รู้ ขอลงไปดูในห้องเครื่องก่อน” ก่อนจะเดินลงไปเปิดฝาห้องเครื่อง ดูโน่น ดูนั่น ประมาณ 1-2 นาที จึงโผล่ขึ้นมาตะโกนบอกให้ กัปตันไก่ดับเครื่องยนต์ เสียงหวีด จึงได้หยุดดัง

      บังหมาน รายงานขึ้นมาว่า ท่อน้ำสำหรับระบายความร้อนเครื่องยนต์มันตัน (หมายเหตุ จากผู้เขียน.. เรือที่ใช้เครื่องยนต์ ต้องมีท่อดูดน้ำจากทะเลเข้ามาหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์เพื่อระบายความร้อน ถ้าไม่มีน้ำระบายความร้อน เครื่องยนต์จะร้อนเกินพิกัดและเครื่องยนต์พังทันที) นั่นคือสาเหตุ ที่ทำให้มีเสียง หวีดดด เป็นสัญญาณเตือน

       ผมคิดอยู่ในใจว่า เอาล่ะสิ.! ดูท่า การเดินทางครั้งนี้จะไม่ โสภาสถาพร เสียแล้วสิ แค่เรือออกจากท่ามาได้ชั่วโมงเดียว ต้องลอย เท้งเต้งซะแล้ว ยังเหลือระยะทางอีกเป็นพันไมล์ กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง จะต้องลอยเท้งเต้ง อีกกี่ครั้ง และจะมีโอกาสลอยไปโดยไม่มีทิศทางหรือไม่? 
คิดแล้วเสียว.!!

ผมเริ่มท่อง คาถา”หลวงปู่ทวด” ทันที “ นะโม โพธิสัตโต อะคันติมายะ อิติ 
ภะคะวา” ท่องไปเรื่อยๆ โดยไม่มีกำหนดว่า กี่ร้อย กี่พันครั้ง “นะโม โพธิสัตโตฯ.....”

    เริ่มเรียกน้ำย่อย แล้วล่ะครับท่านๆ มิตรรัก นักชม ติดตามกันต่อไป ว่าจะมีเมนูอะไร ทะยอยออกมาเสิร์ฟ ให้ได้ลิ้มรส เผ็ด ร้อน เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม กันบ้าง ได้หรอยจังหูกันหละ พ่อแม่ พี่น้อง เหอ..


ช่างเครื่องที่1 บังหมาน

กับช่างเครื่องที่2 ยุทธ

         บังหมาน กับ ยุทธ ก้มๆ เงยๆ คลายๆ ขันๆ น๊อตต่างๆ อยู่ที่เครื่องยนต์ ประมาณ 20 นาทีเห็นจะได้ (ขณะที่เรือก็ลอยตามคลื่นไปเรื่อยๆ) จึงตะโกนบอกให้ กัปตันไก่ติดเครื่องยนต์

   ไม่มีเสียงหวีด เสียงเครื่องยนต์ดังปกติ บังหมาน ตะโกนแข่งกับเสียงเครื่องขึ้นมาว่า OK ไปได้..

   กัปตันไก่ เข้าเกียร์ เร่งเครื่อง หันหัวเรือหาทิศทาง แล้วค่อยๆเร่งจนได้ระดับความเร็วเดินหน้าเต็มที่ (5 น๊อตเท่านั้น ฮ้า.) ...ผมสังเกตดูทุกคนอาการปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 
นี่..พวกมันจะมีความรู้สึกตื่นเต้นกันบ้างตอนไหนว่ะ..  
ผมรู้สึกสงสัยขึ้นจริงๆ..


พระใหญ่ ไกลออกมาทุกที

             กัปตันไก่ ถือท้ายขึ้นเหนือ แล้วค่อยๆเลี้ยวขวา อ้อมแหลมสำโรง ผ่านหาดเชิงมน อ่าวเฉวงใหญ่ กระทั่งประมาณ 5 โมงเย็น หัวเรือมุ่งหน้าลงใต้ จึงพล็อตเข็มไปที่จังหวัดสงขลา
..กัปตันไก่บอกว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดคงถึงสงขลาตอนเย็นๆ ของวันรุ่งขึ้น

         จากนั้นหันมาบอกให้ผมทดลองถือท้ายเรือ เพราะเห็นว่าทัศนวิสัยดี ไม่มีคลื่น และทะเลกว้าง (เหตุผล บ้าๆ ทะเล มันก็กว้างอยู่แล้วเพ่) ส่วนตัวกัปตันไก่ ทำการตั้งค่า GPS ให้ตรงกับแผนที่(ซึ่งมีอยู่แผ่นเดียวกับการเดินทางครั้งนี้) และเข็มทิศเดินเรือ และแนะนำผมถึงวิธีการถือท้ายเรือ กับการดู GPS กระทั่งผมเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แล้วหมอก็ลงนอนเขลงอยู่ข้างหลังผม ปล่อยให้ผมถือท้าย เป๋ไป เป๋มา เหมือนคนเมาเหล้าขาว

 เป็นพักๆ จะผงกหัวขึ้นมาดูทิศทางสักที พอเห็นว่าทะเลยังกว้างก็เอนหลังต่อ เฮ้อ..ทะเลมันกว้างจริงๆครับพี่น้อง เพราะเมื่อผมหันไปมองด้านหลัง เกาะสมุยที่เคยเห็นอยู่ด้านท้ายเรือมันอันตรทานหายไปแล้ว.!.

ผมถือท้ายเป็นครั้งแรก เกร็งไปทั้งตัว กลัวจะชนกับเครื่องบิน ฮา ฮา

กัปตันไก่นอนเขลงอยู่ข้างๆ
      ส่วนคนอื่นๆ บังใจ กำลังเตรียมเบ็ดและเหยื่อปลาหมึกปลอม ตัวเท่าข้อมือที่เพิ่งซื้อ มาจากตลาดเกาะสมุยเมื่อเช้า เพื่อปล่อยลงน้ำให้เรือลากไปเรื่อยๆ(ที่เรียกกันว่า Trolling) เผื่อจะมีปลาโง่ๆ ซักตัวมาไล่งับ แล้วจะกลายเป็นอาหารของพวกเรา 
คุณบันเทิง ผูกมัดแกนลอนน้ำมันสำรองให้แน่นหเก็บเสื้อชูชีพเข้าที่เข้าทางเผื่อหยิบฉวยมาใช้ได้ง่าย ยามฉุกเฉิน
บังหมาน จัดเก็บตรวจสอบเครื่องมือและเครื่องยนต์เพื่อความมั่นใจ ในการเดินทางกลางคืน
ยุทธ รับหน้าที่เป็น กุ๊ก อีกครั้งทำอาหารมื้อแรกของการเดินทาง


กุ๊ก ยุทธ กำลังปรุงอาหารมื้อแรกของวันนี้
ยังเป็นตอนเย็น ของวันที่ 18 ก.ย.51

            ผมถือท้ายเรือประมาณ 1 ชั่วโมง บังหมาน ก็มารับช่วงต่อจากผม อาหารเย็นเสร็จพอดี ยุทธ ทะยอยส่งขึ้นมา ตั้งวงบนดาดฟ้า ใกล้ๆ ที่ถือท้ายเรือนั่นแหละ เป็นเวลาที่ ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าพอดี บรรยากาศบนดาดฟ้าเรือยอช์ท บรรยายไม่ถูกจริงๆ การมองดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าจากบนฝั่ง กับการมองดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าจากกลางทะเล ความรู้สึกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เศร้าสร้อย โหยหาและว้าเหว่ อย่างไรบอกไม่ถูก 
“พรุ่งนี้เรายังจะได้เห็น ดวงอาทิตย์ขึ้นอีกมั๊ยหนอ.?” ผมรำพึง.

อาทิตย์ลับฟ้า เมื่ออาหารมื้อแรก

    อาทิตย์ ลับฟ้า จะโหยหา ถึงใคร ในเมื่อเราไม่มีใคร.?ให้โหยหา.
วันพรุ่ง ยังจะมีโอกาส ได้เห็นดวงอาทิตย์อีกหรือไม่.?ไม่มีใครรู้.
พระเจ้าองค์ไหน บอกได้.? ช่วยบอกที..

      ก่อน Dinner (ความจริงกินข้าวมื้อเย็น เขียนให้โก้ๆ เข้าไว้) มีการเรียกน้ำย่อยกันนิดหน่อย พอหอมปาก หอมคอ ได้ยินใครบางคนพูดว่า ถ้าสภาพอากาศเป็นแบบนี้ ตลอดเส้นทางจนถึงภูเก็ตก็คงจะดี 
ผมก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน

อาหารมื้อแรกของการเดินทาง"ลุยทะเลโหด"ก่อนค่ำ เรียบง่ายและเป็นกันเอง
   เอ๊ะ.! ใครถือท้ายเรือ อ้อ..บังหมานนั่นเอง มานั่งตักบุฟเฟ่อยู่นั่น ปล่อยให้เรือไปตามยถากรรมเสียงั้นแหละ มั่นใจว่าไม่ชนกับอะไรแน่ๆ (เพราะทะเล มันกว้าง ฮิ ฮิ )

   จบ Dinner มื้อนั้น ทุกคนพักผ่อนตามอัธยาศัยตามมุมต่างๆ ของเรือ บางคนโทรศัพท์ไปหาคนบนฝั่งบ้าง(โดยเฉพาะบังหมาน ฟังว่ามีกิ๊กคนใหม่) บ้างก็เอนหลังสูบบุหรี่ ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปตามกระแสคลื่น

ส่วนผม ลงไปที่ห้องนอน เพื่อจะอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียหน่อย หลังจากผ่านไอน้ำเค็มมาทั้งวัน

--------------------------------------------------------------------
ขอพาท่านผู้อ่านชมความหรูหรา ของเรือลำนี้ พอเป็นกระษัยครับ


ด้านห้วเรือ
-------------
         ลงบันไดมาจากดาดฟ้า หันหน้าไปทางหัวเรือ ขวามือจะเห็นห้องครัว ถัดไปเป็นห้องนอน เรือลำนี้ มีห้องนอนอยู่ตอนหัวเรือ ซ้าย-ขวา 3 ห้อง ตอนท้ายเรือ 2ห้อง รวมเป็น 5 ห้องนอนพร้อมห้องน้ำ การออกแบบพื้นที่ใช้สอยลงตัวพอเหมาะ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยไม้สัก สแตนเลส ทองเหลือง สวยงามและคลาสสิคมาก ทางด้านซ้ายมือ จะเป็นเคาเตอร์บาร์และโต๊ะอาหาร แต่ที่เห็นในรูปนี้ กลายเป็นที่เก็บสัมภาระไปแล้วครับ



ห้องนอน วี.ไอ.พี
------------------
        หันหลังกลับมาทางท้ายเรือ ด้านกราบซ้ายของเรือ(แต่อยู่ทางขวามือ) เป็นห้องที่ผู้เขียนเลือกไว้เก็บสัมภาระของใช้ส่วนตัว แต่ไม่เคยได้นอน เพราะกัปตันไก่บอกให้ผมนอนบนดาดฟ้า ด้วยเหตุผลว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้ไม่ต้องติดอยู่ในท้องเรือ เป็นเหตุผลที่ฟังดูแล้วเสียวไปถึงขั้วหัวใจ...

     เตียงนอนพอเหมาะกับ 2 คน ผ้าห่ม หมอน ตู้ใส่เสื้อผ้า กระจก ลิ้นชักเก็บของ มีหน้าต่างระบายอากาศ มีพัดลม 2 ตัว (ทุกห้องนอนไม่มีแอร์) ห้องนอนนี้ไม่มีห้องน้ำภายใน


ที่นอน หมอน ผ้าห่ม น่านอนไม่ใช่เล่น
------------------


 ห้องน้ำ
---------
เป็นยังไงครับท่านผู้ชม?. อิจฉาผมมั๊ย?.ไม่ต้องอิจฉาผมหรอก เพราะผมไม่เคยได้นอนในขณะที่เรือวิ่งตอนกลางคืนเลย ทำไมหรือครับ? กัปตันไก่ บอกผมว่ากลางคืนมืดๆ มากๆ ถ้าเรือชนกับอะไรเข้าและจมลง เรานอนหลับอยู่ในห้องท้องเรือ กว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันก็สายเกินไป ผมฟังแล้วก็ บรือ..ๆ..ๆไม่นอนดีกว่า..!

นิดๆ หน่อยๆ พอจะจินตนาการออกนะครับ ผมอาบน้ำ อาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดหลวมๆ เพื่อความคล่องตัว เผื่อว่ามี???...ให้คิดเอาเองครับ (เป็นคำแนะนำจาก กัปตันไก่ เหมือนกัน) แล้วผมก็ขึ้นมาบนดาดฟ้า รวมกับพรรคพวกนั่งชมแสงดาวและแสงไฟจากเรือหาปลา ที่อยู่ไกลลิบๆ ทางด้านฝั่ง (เส้นทางเรือของเรา ห่างฝั่งประมาณ 20ไมล์ทะเล) และนอนบนดาดฟ้า เหมือนคนอื่นๆ รอดวงอาทิตย์มาเยือน ในวันรุ่งขึ้น.

...ชำนาญ ณ.อันดามัน

***ติดตาม เรื่องราว "ลุยทะเลโหด" วันที่2 (19 ก.ย. 51) ต่อไปครับ***
------------------------------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เผชิญสลัดที่ Port Klang (27/09/2008)


ความตอนที่แล้ว... เราถอนสมอออกมาจากหน้าอ่าวมาเลเซียก่อนเจ็ดโมงเช้า แล้วแล่นมาติดสันดอนก่อนออกสู่แฟร์เวย์ในช่องแคบมะละกา  ต่อจากนั้นมาเจอพายุในช่องแคบมะละกาอีกสองรอบเช้า-เย็น ตอนย่ำรุ่งเกือบชนเอาเรือสินค้าในแฟร์เวย์เข้าอีก แต่ยอช์ทจอมทรหดยังแล่นฝ่าความมืดต่อไปยัง Admiral Marina ,Port Dickson’s ตามจุดหมาย
ผมตื่นขึ้น เมื่อรู้สึกว่าความสว่างของวันใหม่มาเยือน หลังจากหลับไปเมื่อประมาณตี 4 งัวเงีย งึกงักลุกขึ้นจากการได้นอนน้อยและเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียจากการผจญเหตุการณ์หนักๆมาหลายรอบ
ลุกขึ้นนั่ง มองนาฬิกาที่ข้อมือ ตีห้ากว่า สัมผัสกับสภาพอากาศปลอดโปร่งแจ่มใส ลมพัดอ่อนๆ ทะเลราบเรียบ เส้นแสงสีเหลืองทองจากดวงอาทิตย์ ส่องพาดผ่านทะลุก้อนเมฆรูปร่างต่างๆออกมาฉาบทาท้องฟ้าและท้องทะเล สวยงามจับใจ แตกต่างจากความหฤโหดของเมื่อวันวานอย่างสิ้นเชิง ประดุจอากัปกิริยาภายหลังอาการโกรธกริ้วของสาวงามฉันท์ใด ฉันท์นั้น หรือ จากคำพูดที่ได้ยินบ่อยๆว่า “ฟ้าหลังฝน” นั้นแล.
ที่พังงาเรือ บังใจนั่งถือท้ายอยู่เงียบๆ ตรงที่นั่งยาวกราบซ้ายเยื้องมาทางด้านหลังของบังใจ กัปตันไก่ยังนอนเกเขนก ส่วนคู่หูบังหมานกับยุทธ ยังนอนคลุมโปงอยู่ทั้งคู่ แต่ไม่มีคุณบันเทิง คงจะนอนในห้องด้านล่าง
หลังจากบิดขี้เกียจเจ็ดรอบ ผมเก็บพับผ้าห่ม แล้วลงไปในระวาง เสียบกระติกน้ำร้อนที่หน้าห้องครัว ก่อนเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว เตรียมพร้อมสำหรับการรับเวรถือท้ายในเวลาหกโมงเช้าต่อจากบังใจ
ขึ้นมาบนดาดฟ้าอีกครั้ง พร้อมกับกาแฟสองถ้วย ถ้วยหนึ่งของตัวเอง อีกถ้วยสำหรับบังใจ ขณะนั้นทุกคนลุกขึ้นกันหมดแล้ว ผมส่งถ้วยกาแฟให้บังใจ ก่อนจะเข้าไปถือท้ายแทน
กัปตันไก่ลุกขึ้น เข้ามาดูเข็มทิศเดินเรือและหน้าจอ จีพีเอส.อยู่ชั่วครู่ ก่อนหันหน้ามองไปทางหัวเรือแล้วบอกกับผมว่า “พี่สาม ตีหัวไปขวาสิบองศาแล้วถือท้ายตรงไปที่ตึกขาวๆนั่นนะ”

ตึกขาวๆที่กัปตันไก่ว่า เป็นกลุ่มตึกสูงๆหลายหลัง จากระยะห่างระหว่างตำเหน่งที่เรือเรากำลังแล่นอยู่กับกลุ่มตึกที่เห็นนั้น ไม่ต่ำจาก 10 ไมล์ แต่ยังมองเห็นความสูงได้ชัดเจน
“นั่น! ที่ไหนละกัปตัน?” ผมถามกัปตันไก่ เบาๆ
“Port Dickson’s และเราจะแวะเติมน้ำมันที่ Admiral Marina ใกล้ๆกันนั่นแหละ” ตอบกลับมาเบาๆ
แต่พูดต่อดังๆว่า “อย่าพาเข้าไปเกยตื้นอีกล่ะ” แล้วเดินหายลงไปในระวาง ก่อนที่ผมจะพูดอะไร.
“คราวนี้ พาขึ้นบกเลยพี่สาม เอิ๊ก เอิ๊ก เอิ๊ก..” เสียงบังหมาน แซวมาพร้อมกับหัวเราะชอบใจ
ชั่วโมงต่อมา เมื่อผมพาเรือใกล้เข้าไปยังปากร่องน้ำทางเข้าท่าเรือ Port Dickson’s อันเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าที่สำคัญของประเทศมาเลเซีย และยังเป็นเมืองตากอากาศชายทะเลที่มีชื่อเสียงระดับโลก
กัปตันไก่เข้ามาทำหน้าที่ถือท้ายแทนผม พาเรือเข้าไปยังท่าเรือยอช์ท Admiral Marina ซึ่งอยู่ทางด้านขวามือของปากร่องน้ำ มีลักษณะเป็นการสร้างกำแพงกั้นคลื่นออกมาในทะเลประมาณ 500 เมตร ทางเข้ามารีน่าจึงกลายเป็นลำคลองและภายในท่าจอดเรือได้กลายเป็นทะเลสาบเล็กๆไปโดยปริยาย

Admiral Marina เป็นท่าเทียบเรือยอช์ทไม่ใหญ่มากนัก อยู่ปากร่องน้ำทางเข้าท่าเรือน้ำลึก Port Dickson’s ในเขตรัฐ Negeri Sembilan ของมาเลเซีย มีรีสอร์ทราคาแพงและโรงแรมระดับห้าดาวติดชายหาดมากมาย

กัปตันไก่ พาเรือเข้าซองเทียบท่า เมื่อประมาณ 7 โมงเศษ ขณะนั้นมารีน่ายังไม่เปิดทำการ จึงยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาทำงาน มีเพียง รปภ.วัยกลางคนเดินมาที่เรือ ถามว่าเราจะทำอะไร? กัปตันไก่บอกไปว่าจะเติมน้ำมัน รปภ.คนนั้นบอกให้รอก่อน เจ้าหน้าที่ของมารีน่าจะมาตอน 8 โมงเช้า

ช่วงเวลาที่รอเติมน้ำมัน ผมกับบังใจ บังหมาน แอ๊คชั่นถ่ายรูปกันคนละหลายๆรูป และชวนกันเดินขึ้นไปบริเวณที่ทำการของมารีน่า และแถวหน้ารีสอร์ทหรู เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกหลายภาพ
เมื่อผมกับบังใจ กลับมาถึงเรือ การเติมน้ำมันเสร็จเรียบร้อยพอดี กัปตันไก่บอกให้เตรียมออกเรือ



เกือบ  9 โมง กัปตันไก่พาเรือออกจาก Admiral Marina ขณะที่เรือแล่นเอื่อยๆออกสู่ทะเล ยุทธ ส่งหม้อข้าวต้มควันฉุยขึ้นมาจากห้องครัว   เช้าวันนี้พวกเรากินข้าวต้มกันด้วยความสบายใจ ไม่ต้องคอยระวังช้อนจะทิ่มหน้า

กัปตันไก่พาเรือห่างออกมาจากฝั่งประมาณ 15 ไมล์ จึงได้พล๊อตเข็มอีกครั้ง และให้ผมถือท้ายต่อไป เพราะผมยังถือท้ายไม่ครบ 2 ชั่วโมง เออ..ขาดนิดหน่อยก็ไม่ได้ แมร่ง..เขี้ยว ฉิบหา..!.....

กัปตันไก่พล๊อตเข็มมุ่งหน้าไปยังท่าเรือพอร์ทคลัง (Port Klang) เป็นจุดหมายต่อไป โดยวางแนวห่างจากชายฝั่งไม่มากนัก พอจะมองเห็นคึกรามบ้านช่องบนฝั่งได้ชัดเจน และทางด้านกราบซ้ายของเรือ ในแฟร์เวย์ของช่องแคบมะละกา ยังเห็นเรือยักษ์แล่นตามกันไม่ขาดระยะ

พล๊อตเข็มวันนี้ เราแล่นผ่านเมืองท่าเล็กๆหลายแห่ง มองเห็นเรือสินค้าแล่นเข้าออก สวนกับเราตลอดเวลา ผ่านโรงงานรีย์ไซเคิลเหล็ก ซึ่งเป็นแพลอยน้ำขนาดใหญ่ ลอยอยู่ในทะเลนอกชายฝั่ง บางช่วงเป็นป่าชายเลนที่ยังอุดมสมบูรณ์สุดลูกหูลูกตา
ในสภาพอากาศปรอดโปร่ง แจ่มใส  พวกเราต่างพักผ่อนกันตามสบายๆ จนรู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆเหมือนกัน เมื่อไม่มีความตื่นเต้น ระทึกใจ อย่างวันก่อนๆที่ผ่านมา แบบกินเหล้าไม่มีกับแกล้ม ฮ้า..
แต่ความรู้สึกกินเหล้าไม่มีกับแกล้มของผมต้องสะดุดกึก เมื่อได้ยินเสียง หวีดดดดดดดด...แหลมยาว เสียดหัวใจดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน พร้อมๆกับเสียงเครื่องยนต์สำลัก พรืด พรืด..
ได้ยินเสียงคุณบันเทิงที่กำลังถือท้ายร้อง เฮ้ย เฮ้ย...ขึ้นมาดังๆ
ผมบอกตัวเองว่า ความตื่นเต้นเร้าใจมาอีกแล้วชำมะนาญเอ๋ย...ฮา ฮา ฮา....
ทุกคนมีอากัปกิริยาตอบสนองต่อเสียงที่เกิดขึ้นอย่างฉับไว และโดยอัตโนมัติ
“ปลดเกียร์ หยุดใบจักร” กัปตันไก่ บอกคุณบันเทิงด้วยน้ำเสียงปกติ
คุณบันเทิง ลดคันเร่ง ปลดเกียร์เป็นตำแหน่งว่าง เงอะๆ  งะๆ ด้วยความประหม่า ตื่นเต้น
เรือชะลอความเร็วลงทันที แต่เสียงหวีด ยังไม่หยุดดัง
“ดับเครื่องเลย บันเทิง” กัปตันไก่ บอกคุณบันเทิง
คุณบันเทิง ปฏิบัติตามนั้น...เสียงเครื่องยนต์เงียบ เสียงหวีดก็หยุดดังทันที.
กัปตันไก่ หันไปหาบังหมาน ที่ยืนยิ้ม ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน “หมาน งานเข้า จัดการ!”
บังหมาน หันหน้าลงท้องเรือ แบบว่ากำลังจะไปเข้าส้วมตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“บันเทิง ลงไปช่วยมันด้วย” กัปตันไก่บอกคุณบันเทิง
คุณบันเทิง เดินลงท้องเรือไปอย่างว่าง่ายเหมือนกัน สวดยอด ลูกเรือจริงๆ..
กัปตันไก่ปล่อยให้เรือลอยเท้งเต้ง ไปตามคลื่นลม โดยไม่ได้สั่งให้ทิ้งสมอแต่อย่างใด
บังหมานกับคุณบันเทิง ก๊อกๆ แก๊กๆ ช่วยกันรื้อโน่น ถอดนี่ ขึ้นมาวาง ระเกะ ระกะ เต็มไปหมด แบบไม่กลัวว่าจะใส่กลับไปไม่หมด อิอิ..

ก้มๆ เงยๆ คุยกันไป หัวเราะกันไป อย่างไม่อนาทรร้อนใจ เหมือนนั่งคุยกันอยู่ที่บ้าน..


ประมาณชั่วโมงเศษๆ หลังจากนั้น เมื่ออะหลั่ยทุกชิ้นกลับเข้าไปอยู่ที่เดิม เสียงเครื่องยนต์ก็ครางกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง แล้วเรือก็แล่นเดินหน้าต่อไปตามปกติ เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ผมยอมรับ นับถือ ความรู้ ความสามารถของบังหมาน อย่างไม่มีอะไรเคลือบแคลง
กระทั่ง 5 โมงเย็น เราก็มาถึงปากร่องน้ำเข้าสู่เมืองท่า Port Klang อันเป็นจุดหมายสำหรับพักเรือและพักคนของคืนนี้

ร่องน้ำเข้าสู่ Port Klang เป็นปากแม่น้ำกว้างใหญ่พอๆกับปากแม่น้ำเจ้าพระยาของไทยเรา
ลักษณะร่องน้ำนี้ จะเรียกว่าแม่น้ำก็ไม่ถนัด เพราะมันเป็นทะเลเชื่อมไปทะลุออกทะเลอีกด้านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ โดยมีเกาะอยู่ทางซ้ายมือ คล้ายกับเกาะปีนัง ส่วนทางด้านขวาของเรือเราเป็นแผ่นดินใหญ่ มีท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้าขนาดใหญ่, ท่าเรือสำราญ มองเห็นเรือสำราญยังกะตึกลอยน้ำ และมารีน่าสำหรับเรือยอช์ท ตลอดแนวชายฝั่งที่เราแล่นผ่าน

จากปากร่องน้ำ ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็น เราแล่นลึกเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านปากแม่น้ำสายเล็กๆหลายสาย ซึ่งแยกเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ในเขตรัฐกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซีย
เราแล่นไปเรื่อยๆ กระทั่งมืด มองเห็นแสงไฟสว่างไสวจากท่าเทียบเรือทางฝั่งขวามือ กัปตันไก่ยังตัดสินใจหาที่ทิ้งสมอไม่ได้ และไม่มีความคิดจะเข้าไปจอดเทียบท่า เพราะมันหมายถึงต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย

ประมาณ 2 ทุ่ม เรือแล่นเข้าสู่คุ้งน้ำใหญ่ ห่างมาจากท่าเทียบเรือสินค้าพอร์ตคลังพอสมควร กระทั่งเมื่อมองย้อนหลังกลับไปเห็นแสงไฟจากท่าเทียบเรือเพียงริบหรี่ ภูมิทัศน์ทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยป่าชายเลน เป็นบริเวณค่อนข้างเปลี่ยว เพราะไม่มีเรืออื่นๆแม้แต่ลำเดียว เห็นเพียงอวนลอยของชาวบ้าน ที่มีสัญญาณไฟแดง แว๊บ แว๊บ เต็มพรืดไปทั้งท้องน้ำ ความมืด การไม่รู้จักพื้นที่และเป็นเวลาที่น้ำกำลังขึ้น  การทิ้งสมอนอนในสภาพแวดล้อมแบบนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าสนุกนัก แต่จะแล่นต่อไปก็ทำท่าจะไม่ไหวหรือจะย้อนกลับไปที่มีแสงสว่างใกล้ๆท่าเรือ ซึ่งเต็มไปด้วยเรือและเรือมากมาย คับคั่ง ก็ใช่ที่.
กัปตันไก่ ชะลอความเร็ว พาเรือแอบเข้าหาชายฝั่งทางด้านซ้ายมืออย่างช้าๆ กะระยะห่างจากฝั่งพอประมาณ ห่างจากกลางแม่น้ำในเส้นทางสัญจรของเรือและห่างจากไฟแดงแว๊บ แว๊บ ของอวนลอยพอสมควร จึงตัดสินใจสั่งให้ทิ้งสมอ.
หลังจากทิ้งสมอเสร็จ กัปตันไก่บอกให้บังหมานเปิดไฟในเรือสว่างขึ้นทั้งลำ แล้วเดินสำรวจรอบๆลำเรือจนเป็นที่พอใจ จึงได้บอกให้บังหมานดับเครื่องยนต์
การทิ้งสมอในคืนนี้ต้องปล่อยสายโซ่สมอยาวมาก เพราะน้ำกำลังขึ้น ยังประมาณการไม่ได้ว่าระดับน้ำจะสูงแค่ไหนเมื่อน้ำขึ้นเต็มที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความลึกของน้ำและการยึดติดพื้นของสมอด้วย ถ้าหากว่าเมื่อน้ำขึ้นเต็มที่ ระดับน้ำสูงมากๆ ความลึกก็เพิ่มตามขึ้นมาด้วย ถ้าปล่อยสายโซ่สมอยาวไม่พอ การยึดเกาะพื้นด้านล่างจะไม่เหนียวแน่นพอ ตอนน้ำลงอาจจะทำให้สมอกาวได้ เป็นหลักการทั่วๆไปที่ชาวเรือรู้กันดี
ยุทธกับคุณบันเทิง ช่วยกันลำเลียงสำรับกับข้าวมื้อค่ำขึ้นมา เมื่อเกือบ 3 ทุ่ม คืนนี้พวกเรานั่งล้อมวงกินข้าวกันเงียบๆ มีการพูดคุยกันน้อยมาก เหมือนมีความกังวลอะไรอยู่ลึกๆ ขนาดคู่หูอย่างบังหมานกับยุทธ ปกติจะหยอกล้อ เย้าแหย่ พูดอำกันตลอดเวลา ยังคุยกันเบาๆไม่กี่คำ
การกินข้าวค่ำเสร็จสิ้นในเวลาไม่นาน ต่างคนต่างทำภารกิจของตัวเองเสร็จสิ้น กัปตันไก่บอกให้บังหมานปิดไฟในเรือทุกดวง เหลือไว้เฉพาะไฟเสากระโดงเรือดวงเดียว อันเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าเรือจอดอยู่กับที่ แล้วทุกคนก็หาที่นอนกันเงียบๆ
ประมาณไม่เกินครึ่งชั่วโมง เข้าใจว่ายังไม่มีใครหลับ กัปตันไก่ยังนอนสูบบุหรี่แดงวาบๆอยู่บนที่นอนประจำตรงกราบซ้ายหลังพังงาเรือ ขณะที่ผมยังนอนลืมตาคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
ผมได้ยินเสียงเครื่องยนต์จากเรือหางยาว(พีช)เบาๆ แล่นเข้ามาใกล้เรือเราทางด้านกราบซ้ายและเงียบลงเมื่อมีการดับเครื่องยนต์ ผมเห็นกัปตันไก่ลุกขึ้นนั่งพร้อมกับดีดก้นบุหรี่ออกไปนอกลำเรือ
ผมลุกขึ้นมายืนใกล้ๆกัปตันไก่ สัมผัสถึงความผิดปกติ มองออกไปที่ข้างกราบเรือ จากแสงดาวบนท้องฟ้าที่กระทบกับผิวน้ำมีความสว่างพอให้มองเห็นและแยกแยะได้ถึงจำนวนคน 3 คนที่นั่งอยู่ในเรือพีชลำเล็กๆนั้น
อึดใจต่อมา แสงไฟสปอตไลท์เป็นลำเล็กๆ จากเรือลำนั้น ส่องกราดขึ้นมาบนเรือเราแล้วจับนิ่งเข้าที่หน้าของกัปตันไก่ จนต้องก้มลงหลบ
พร้อมๆกับได้ยินเสียงพูดภาษายาวี สำเนียงดุๆ เป็นคำถามมาที่กัปตันไก่ “มากีมานอ?”
แปลได้ว่า “มาจากไหน” ซึ่งผมพอจะเข้าใจความหมาย จากการที่เคยได้ไปอยู่ที่อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อหลายสิบปีก่อน
ในขณะนั้นพวกเราทุกคนลุกขึ้นมายืนออกันที่กราบซ้ายข้างๆกัปตันไก่
“เกาะสมุย” กัปตันไก่ตอบกลับไป ด้วยเสียงเรียบๆ
“กีมานอ?” ถามถึงจุดหมายปลายทางว่า..”จะไปไหน”..
“ภูเก็ต” กัปตันไก่ตอบสั้นๆ ถึงที่ปลายทาง
“อินโดนีเซีย?” เป็นสำเนียงคำถามแบบตะคอก จากคนเดิม
“เดาะ..ไทย” กัปตันไก่ ตอบกลับไปว่า..ไม่ใช่..เป็นคนไทย..
“วาปอ ออแอ?” แปลว่า ..มากี่คน..
กัปตันไก่ตอบว่า “แน ออแอ”  แปลว่า..หกคน..
ต่อจากนั้น ได้ยินเสียงคุยกันเองเบาๆ จากในเรือลำนั้น ไฟสปอร์ตไลท์ดับลง อึดใจต่อมามีเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ แล้วเรือพีชลำนั้นก็เร่งเครื่องแล่นหายออกไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
“โจรสลัดรึ?” เสียงสั่นๆจากคุณบันเทิง ถามกัปตันไก่
“ไม่รู้เหมือนกัน” กัปตันไก่พูดเบาๆ พร้อมกับจุดบุหรี่อัดแรงๆ เห็นไฟแดงวาบ
“ถ้าเป็นสลัด ทำไมมันไม่ขึ้นมา?” บังใจพูดขึ้น ไม่มีเจตนาจะตั้งคำถามกับใคร
“มันเห็นพวกเราหลายคน ไม่หาญ(ไม่กล้า)หรอก” บังหมานว่า พร้อมกับหัวเราะ อิอิ ตามสไตล์
“อ๊ะ..ถ้ามันจะปล้นจริงๆไม่พอมือมันหร๊อก” ยุทธขัดขึ้น
“หรือพวกมันเห็นว่าเราเป็นคนไทยมั่ง.. มันเลยไม่ยุ่ง” บังใจแสดงความคิดเห็น
“ชั่งมันเถอะ อาจจะเป็นคนวางอวนลอยแถวนี้ก็ได้ อย่าไปสนใจเลย นอนกันต่อ แต่อย่าหลับเพลินก็แล้วกัน” กัปตันไก่ตัดบท พร้อมกับเตือนอย่างมีความหมาย..
นั่นแหละทุกคนจึงได้เงียบจากการวิพากย์ วิจารณ์และแยกย้ายกันนอน ใครจะคิดยังไง ผมไม่รู้ แต่ส่วนตัวผม เสียววาบไปตามกระดูกสันหลัง..แถวนี้อาจจะไม่มีสลัดอินโดฯ แต่สลัดมาเลย์ฯก็มีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย!!!!???...
... โปรดรอติดตาม ตอนต่อไป ...

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"ตายน้ำตื้น" 28/09/2008


ความตอนที่ผ่านมา...หลังจากแวะเติมน้ำมันและน้ำจืดที่ Port Dickson เช้าของวันที่ 27 ก.ย.2551
    เราได้มาทิ้งสมอพักเรือและพักคนที่ Port Klang เมื่อเวลาเกือบ 4 ทุ่มของคืนวันนั้น และได้ตื่นเต้น ระทึกใจกับผู้มาเยือนในยามดึก โดยไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร? มาจากไหน? และมีจุดประสงค์อันใด? แต่เหตุการณ์ก็ผ่านไปด้วยดี พวกเราจึงได้แยกย้ายกันเข้าหาที่นอน เมื่อเวลาประมาณหลังเที่ยงคืน
กระทั้งเวลาเท่าไหร่ ไม่แน่ชัด ...“หมอกาว โว้ยยยย...หมอกาววว....ตื่น ตื่น ตื่น”
เสียงตะโกนดังๆของใครสักคน..
ผมสะดุ้งตื่น ในขณะที่กำลังฝันว่าได้กอดสาวสวย หมวย อึ๋มอยู่เพลินๆ รีบลุกขึ้นจากที่นอน พร้อมๆกับที่ทุกคนลุกพรวดพราดขึ้น เมื่อได้ยินคำว่า “หมอกาว!”
*“หมอกาว” คือสมอที่ทิ้งไว้ใต้น้ำ เพื่อยึดเรือขณะจอด แต่ถ้าหากมันเกิดไม่เกาะจับติดกับพื้นผิวดินหรือก้อนหินใต้น้ำ ซึ่งจะทำให้เรือเคลื่อนที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำหรือกระแสลม นั่นคือความหมายของ “หมอกาว” ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายและเป็นเรื่องต้องระมัดระวังอย่างยิ่งสำหรับเรือที่จอดอยู่กับที่ โดยเฉพาะเรือลำใหญ่ๆ ซึ่งจะต้องจัดยามเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง*
กับเสียงตะโกนเตือนภัยนั้น..ไม่ถึงกับชุลมุนวุ่นวาย เพราะทุกคนเป็นมืออาชีพ!
แต่ประสาทตื่นพร้อม สติมั่นคง สารอาดีนะลีนหลั่งไหลออกมาวิ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือด!
พร้อมรับสถานณ์การทุกรูปแบบที่จะเกิดขึ้น...
ไม่กี่วินาที..ผมไปยืนอยู่ด้านหลังกัปตันไก่ ที่กำลังเปิดไฟ เพื่อดูเข็มทิศ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้?..
บังหมาน พรวดพราดลงห้องเครื่อง ไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เรือครางกระหึ่มขึ้น!..
บังใจกับยุทธ แข่งกันกระโดดไปหัวเรือ ที่ตำแหน่งสายโซ่สมอเรือ เตรียมกว้านสมอขึ้น!..
คุณบันเทิง ยืนอยู่ท้ายเรือ เพ่งมองกวาดไปทางปากอ่าว ที่เรือกำลังไหลตามกระแสน้ำออกไป!..
   ขณะนั้นท้องฟ้าเริ่มสว่างเลือนราง มองเห็นทัศนวิสัยภายในแม่น้ำรอบๆเรือได้ชัดเจนพอสมควร
คืนนี้เป็นคืนข้างแรมแก่ๆ
*ข้างแรมแก่ๆ ในความหมายของชาวเรือ จะอยู่ประมาณ แรม 11 ค่ำ ถึง แรม 15 ค่ำ ซึ่งเป็นช่วงวันเวลาที่น้ำทะเลจะขึ้นสูงมากและลดต่ำมาก เรียกช่วงเวลานั้นว่า “น้ำใหญ่”*
สถานการณ์เวลานี้ เป็นเวลาที่น้ำกำลังลงจัดและเชี่ยวกราก ซึ่งเป็นเวลา “น้ำใหญ่” นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ “สมอกาว”  และเจ้าเรือใบลำนี้ก็กำลังไหลตามกระแสน้ำถอยหลังออกไปทางปากอ่าวอย่างรวดเร็ว
กัปตันไก่ นิ่งมาก สมกับที่เป็นผู้นำ..เข้าเกียร์เดินหน้าและค่อยๆเร่งเครื่องช้าๆอย่างใจเย็น แบบคนผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน
จากการที่เรือไหลตามน้ำอย่างรวดเร็ว กลายเป็นไหลช้าลง กระทั่งหยุดนิ่งทวนกระแสน้ำอยู่กับที่และเริ่มเดินทวนกระแสน้ำช้าๆ
และเมื่อเห็นว่าเรือเดินทวนกระแสน้ำได้คงที่ กัปตันไก่  ตะโกนบอกให้บังใจกว้านสมอขึ้นทันที..
   การกว้านสมอไม่มีอุปสรรคอะไร เพราะสมอไม่ได้เกี่ยวติดกับสิ่งใดๆใต้น้ำ..
ไม่กีนาทีต่อมา สมอจึงขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งบนหัวเรือเรียบร้อย ซึ่งเป็นเวลาฟ้าสาง สว่างรำไรพอดี
          กัปตันไก่ หมุนพังงาเรือเลี้ยวซ้าย ตีวงหันหัวเรือมุ่งตรงออกปากอ่าว ที่มีละอองหมอกขาวมัวปกคลุม อยู่ทั่วไป อย่างช้าๆ...
          ทุกคนผ่อนคลายเมื่อทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ต่างแยกย้ายกันเก็บที่หลับที่นอนและทำภาระกิจส่วนตัว
          เวลาชั่วโมงกว่าๆ ผ่านไป จากแม่น้ำ เรือเริ่มแล่นออกปากอ่าว ซื่งน้ำกำลังไหลออกทะเลเชี่ยวกรากและขุ่นแดงเป็นสีดินโคลน ละอองฝน ปนหมอกที่ปากอ่าวยังหนาทึบ ทัศนวิสัยการมองเห็นจึงมีขีดจำกัด
กัปตันไก่บังคับเรือเบนหัวไปทางขวา ประมาณ 10 องศา ซึ้งเป็นทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มุ่งหน้าออกสู่ทะเลอันดามัน ด้วยความเร็วต่ำสุด อย่างระวังเต็มที่ เพราะรู้ว่าทัศนวิสัยแบบนี้ ทำให้เรือเกิดอุบัติเหตุมานักต่อนัก
หลังเสร็จภาระกิจส่วนตัวกันแล้ว พวกเราทุกคนมารวมตัวกันบนดาดฟ้าอีกครั้ง ต่างช่วยกันมองกวาดไปรอบๆเรือ อย่างรู้หน้าที่ หากว่าเห็นอะไรผิดปกติจะได้ช่วยกันบอกกัปตัน
ขณะที่กัปตันไก่ดูดบุหรี่หนักหน่วง หลังจากวางถ้วยกาแฟที่บังใจชงมาให้..
ได้ยินเสียง บังใจหนักๆ “กัปตัน!.ห้าองศา หัวเรือ!.”
“เออ..เห็นแล้ว” กัปตันไก่ พูดเบาๆ
ผมหันหน้าจากกราบซ้ายเรือ มองไปตามตำแหน่งที่บังใจบอก ก็ได้เห็นเงาดำทะมึนรางๆอยู่ในม่านหมอก ห่างออกไปประมาณ 500 เมตร
“เรือสินค้า” ยุทธพูดออกมาดังๆ
ทุกคนเห็นเหมือนกัน!.. มันเป็นเรือสินค้าขนาดใหญ่ กำลังมุ่งตรงดิ่งมาทางเรือเรา ซึ่งป็นร่องน้ำเดียวกัน อันจะนำไปสู่ท่าเรือ Port Klang ด้านในของแม่น้ำ
500 เมตร ไม่ห่างเลยสำหรับเรือสินค้าลำใหญ่ขนาดนั้น..
เรือลำนั้นใช้ความเร็วไม่มาก เพราะเป็นในร่องน้ำ
แต่ไม่ปลอดภัยสำหรับเราแน่ ถ้าหากว่าแล่นสวนกันในระยะใกล้เกินไป
กัปตันไก่เบนหัวออกซ้ายและเร่งเครื่อง เพื่อหลบให้ห่างรัศมีคลื่นของเรือลำนั้น
ไม่เกิน 10 นาที เรือก็สวนกันในระยะห่างไม่เกิน 50 เมตร ซึ่งนับว่าใกล้มาก สำหรับการแล่นสวนกับเรือใหญ่ขนาดนั้น ในร่องน้ำที่น้ำกำลังลงเต็มที่และเชี่ยวกราก
กัปตันไก่ลดความเร็ว หันหัวเรือสู้คลื่นจากเรือลำนั้นทันที เมื่อมันแล่นผ่านไป แต่กระนั้นก็ยังทำเอาพวกเราถูกเรือเหวี่ยงไปกันคนละทิศ คนละทาง ...เกือบ 5 นาที กว่าเรือเราจะตั้งลำได้ตามปกติ
กัปตันไก่ ตั้งลำใหม่อีกครั้ง หันหัวเรือกลับสู่ทิศทางเดิม แล้วเร่งเครื่อง!...
แต่....“ครืดดดดดดดด...”
ทุกคนได้ยินเสียงหนักๆ มาจากใต้ท้องเรือ พร้อมๆกับอาการสะดุดของลำเรือ.
“เรียบร้อย”..เสียงกัปตันไก่ พูดออกมาดังๆ อย่างหงุดหงิด
“ติดแล้วกัปตัน” คุณบันเทิงพูดลอยๆ
“เออ..รู้แล้วไม่ต้องบอก!” กัปตันไก่หัวเสีย
กัปตันไก่เข้าเกียร์ถอยหลัง..เรือไม่ขยับ
เข้าเกียร์เดินหน้า..ไม่ขยับ..
ปลดเกียร์ว่าง แล้วมองออกไปรอบๆ...
พวกเรามองตาม..
ห่างจากเรือเราออกไปไม่เกิน 100 เมตร เห็นเรือหางยาวมีคนในเรือ 2 คน กำลังวางอวนจับปลา..
ทั้งสองคนกำลังมองมาที่เรือเรา คนหนึ่งชี้มือ ชี้ไม้ ไปทางด้านขวาของหัวเรือเรา พร้อมกับเสียงตะโกนโหวกๆ ได้ยินเบาๆ เป็นภาษามาเลเซีย คล้ายๆกับกำลังบอกว่า “ร่องน้ำอยู่ทางด้านขวามือโน่นโว้ย ไอ้โง่”
“สายไปแล้วละบัง!” ผมคิดในใจ...
จะไม่สายได้ยังไง ในเมื่อพวกเราเริ่มมองเห็นผืนทรายใต้ท้องเรือชัดเจนขึ้นทุกทีๆ พร้อมๆกับลำเรือเริ่มเอียงไปทางขวาอย่างช้าๆ
“หมานดับเครื่อง” กัปตันไก่ บอกบังหมาน ด้วยน้ำเสียงเซ็งในอารมณ์
บังหมานก็แสนจะว่าง่าย หันหลังเดินลงห้องเครื่อง แล้วเสียงเครื่องยนตร์ก็เงียบสนิท ได้ยินแต่เสียงคลื่นกระทบข้างลำเรือดังซ่าๆ เบาๆ
“ใครจะนอนก็นอน ตามบายนะโว้ย..รอน้ำขึ้นค่อยไป” กัปตันไก่พูดดังๆให้ทุกคนได้ยิน
“แมร่ง!..ถ้าเรือเปรตลำนั้นไม่เข้ามา กูก็ไม่ติดอยู่พรรค์นี้” บ่นต่ออย่างหัวเสีย
ว่าแต่ว่า..ใครจะไปนอนได้ละกัปตัน!.. ในเมื่อเรือเอียงกะเท่เร่ลงทุกทีๆ พร้อมๆกับเสียงอุปกรณ์ประกอบอาหารการกินในห้องครัว ทะยอยส่งเสียง..โครม..โพล้ง..เพล้ง..พลั้ง ดังประสานกันเหมือนเสียงดนตรีเพื่อชีวิต...
แน่นอน..เพื่อชีวิตของพวกเราทั้งหกคน ที่จะต้องลูบท้องด้วยน้ำไปอย่างน้อยอีก 4 ชั่วโมง...จนกว่าน้ำจะขึ้น และเรือตั้งลำได้..เฮ้อ...เวรกรรม.
เรือเราติดสันดอนอยู่ปากน้ำนั่น ประมาณแปดโมงเช้า เวลานั้นมันทำอะไรไม่ได้จริงๆ จะทำอาหารก็ไม่ได้ จะนั่งก็ไม่ถนัด จะนอนก็ไม่ได้ เพราะเรือมันนอนตะแคงเอียงกะเท่เร่ประมาณ 45 องศา
ทุกคนพยายามแหวกอุปกรณ์และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆที่ระเกะระกะไม่เป็นที่เป็นทาง หามุมที่พอจะยักแย่ยักยันกันไปตามอัตภาพ เหมือนกับอยู่ในกองขยะ


มีแต่บังใจที่เป็นคนมองโลกในแง่ดีและไม่ซีเรียสกับสถานการ์ที่เป็นอยู่  แกค้นหาอวนเก่าๆในเรือได้มาหัวหนึ่ง แล้วลงจากเรือไปเดินวางอวนดักปลาบายใจเฉิบ โดยมียุทธเป็นผู้ช่วยอยู่บนเรือ
ส่วนนายชำนาญ ณ.อันดามัน แอ็คชั่นทำหล่อถ่ายรูปครับพี่น้อง อิอิ..
หลังจากบังใจวางอวนไม่กี่นาที ก็มีปลาทรายกับปลากระบอกหน้าโง่ติดอวนมาหลายตัว ซึ่งได้กลายมาเป็นปลาทรายทอดขมิ้นกับปลากระบอกแกงส้ม ในอาหารมื้อแรกของลูกเรือโง่ๆ หลังจากเรือหลุดจากการติดสันดอนออกมาได้ในวันนั้น.
พวกเราทนอยู่กับสภาพโลกเอียง กระทั่งเกือบเที่ยงวัน เมื่อน้ำขึ้นจนเรือลอยลำได้เต็มที่ จึงได้แล่นออกสู่ทะเลอันดามันอีกครั้ง ด้วยสภาพอากาศแจ่มใสเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น!.


กระทั่งออกสู่ร่องน้ำลึก กัปตันไก่พล๊อตเข็มมุ่งหน้าไปยังเกาะปีนัง อันเป็นจุดหมายต่อไปและสั่งชักใบ เพื่อแล่นใบอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้แล่นใบมาหลายวัน.